ใบงานรัฐศาสตร์แนวพุทธ ครั้งที่ 8

ใบงานครั้งที่ ๘

วิชารัฐศาสตร์แนวพุทธ

หัวข้อ การบริหารแนวรัฐศาสตร์กับแนวพุทธศาสตร์

พระณัฐวุฒิ จารุธมฺโม

เลขที่ ๒ ปีที่๑ สาขารัฐศาสตร์การปกครอง

คณะสังคมศาสตร์ ม.มหามกุฏราชวิทยาลัย

เสนอ ดร.สมคิด รัตนพันธุ์

         

องค์กร หน่วยงาน หรือคณะอื่นใดที่มีชื่อเรียกต่างกัน แต่มีหลักวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน คือ การกำหนดหลักในการบริหาร หรือการอำนวยการ ให้องค์กร หรือหน่วยงาน สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กร หรือหน่วยงาน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในภาครัฐ หรือภาคเอกชน ต่างก็ได้มีการกำหนดหลักในการบริหารของตนเอง ดังเช่นจะยกตัวอย่างองค์กรที่เกี่ยวข้องกับทางวิชารัฐศาสตร์ คือ การบริหารประเทศหรือการจัดการรัฐ และ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับวิชาพุทธศาสตร์ คือ คณะสงฆ์ไทย ทั้งนี้เพื่อที่จะอธิบายให้เห็นถึงหลักในการบริหารขององค์กรทั้งสอง ว่ามีความสำคัญอย่างไร และมีความเป็นมาอย่างไร

          การเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดแนวทางจัดการปกครองสังคมการเมืองในรูปแบบการปกครอง (Government) ขึ้น ภายใต้กรอบความคิดทางการเมือง 2 แนวทาง อันได้แก่ ระบอบเสรีประชาธิปไตย (ระบบทุนนิยมเสรี) และระบอบสังคมนิยม ที่ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันในเชิงกรอบความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับแนวทางจัดการและปกครองสังคมการเมือง แต่กลับมีวิธีจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมแบบเดียวกัน คือการมุ่งเน้นสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแนวตั้ง โดยมองว่าสังคมการเมืองเกิดขึ้นจากการมีสัมพันธภาพเชิงอำนาจระหว่างผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครอง รัฐหรือผู้ปกครองที่มีความชอบธรรมประโยชน์ให้เกิดขึ้นจะเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ เป็นผู้มีอำนาจที่จะจัดการความเป็นไปของสังคมการเมือง เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับสมาชิกสังคมเป็นสำคัญ การมีกรอบการมองความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแนวตั้งนี้ ได้มีผลทำให้การจัดการปกครองสังคมการเมืองหลายแห่ง ดำเนินการโดยให้ความสำคัญกับบทบาทของรัฐในการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนา เน้นการเข้าแทรกแซงและดำเนินกิจการต่างๆ และพัฒนาเป็นแนวทางจัดการปกครองแบบรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ขึ้นภายหลัง

          ประเทศไทย เดิมที่มีการบริหารประเทศเป็นแบบหัวเมือง หรือมณฑลต่างๆ จวบจนมาถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงรวบรวมอำนาจในการบริหารมาอยู่ที่ส่วนกลาง เป็นศูนย์กลางในการบริหาร และกำหนดนโยบายของประเทศ เพื่อที่จะทำประเทศให้มีความทันสมัยซึ่งความหมายที่แท้จริงคือ เปิดทางให้เศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเข้มแข็ง ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของการบริหารราชการแผ่นดินมาในยุคปัจจุบันนี้

          ในปัจจุบัน การพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของระบบบริหารราชการของประเทศไทย จากการปฏิรูประบบบริหารที่ได้มีการดำเนินการมาโดยต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านจัดโครงสร้างองค์การของส่วนราชการในส่วนกลาง อันได้แก่ การขยายจำนวนของหน่วยงานย่อยภายในส่วนราชการ การเพิ่มจำนวนหน่วยงานที่เป็นจุดในการให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ ให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่และสอดรับกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาคของโครงสร้างระบบบริหารราชการที่มีลักษณะของการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางค่อนข้างมาก ยังมิได้มีวิวัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงไปจากโครงสร้าง รูปแบบนาวทางที่ได้เคยมีการกำหนดหรือจัดตั้งไว้ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชการที่ ๕) อย่างเป็นรูปธรรมมากนัก การดำเนินการจัดโครงสร้างระบบบริหารให้มีลักษณะการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เพิ่งจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ในภายหลักจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐      แต่เดิมมานั้น การปกครองของคณะสงฆ์ในประเทศไทยเป็นไปตามพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ และจารีตซึ่งไม่ขัดกับพระวินัย เพราะยังไม่มีพระราชบัญญัติคระสงฆ์ให้จัดระบบการปกครองดังเช่นในปัจจุบัน ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้พระราชทานพระราชบัญญัติลักษณปกครองคณะสงฆ์รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ หรือเรียกให้สั้นว่า พระราชบัญญัติลักษณปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ หรือ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ เพื่อให้จัดระบบการปกครองคณะสงฆ์เป็นครั้งแรก และปัจจุบันพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้ถูกตราขึ้นโดยคณะปฏิวัติ แม้ได้จัดระบบการปกครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ก็ยังต้องยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นหลัก และอนุวัติตามจารีตเป็นส่วนเสริมอยู่ดังนั้น จึงกล่าวได้ชัดเจนว่า คณะสงฆ์นั้นอยู่ภายใต้อำนาจแห่งกฎหมาย ๓ ลักษณะ คือ พระธรรมวินัย ๑ กฎหมายแผ่นดิน ๑ จารีต ๑

          พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ตราขึ้นในสมัยที่ทางราชอาณาจักรปกครองโดยคณะปฏิวัติ และในระยะที่ได้ใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์มาแล้ว ๒ ฉบับ คงเปรียบเทียบกันทั้ง ๒ ฉบับแล้ว ได้นำโครงสร้างของฉบับแรกมาเป็นหลักและปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตราขึ้น เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยมีบันทึกประกอบเหตุผลในการตราไว้ดังนี้ โดยที่การจัดดำเนินกิจการคณะสงฆ์ มิใช่กิจการอันพึงแบ่งแยกอำนาจดำเนินการด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อการถ่วงดุลแห่งอำนาจเช่นที่เป็นอยู่ตามกฎหมายปัจจุบัน และโดยที่ระบบเช่นว่านั้น เป็นผลบั่นทอนประสิทธิภาพแห่งการดำเนินกิจการ จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ ให้สมเด็จพระสังฆราช องค์สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทางมหาเถรสมาคมตามอำนาจกฎหมายและพระธรรมวินัย ทั้งนี้ เพื่อความเจริญรุ่งเรื่องแห่งพระพุทธศาสนา

          ว่าโดยตรงเพื่อมิให้แบ่งอำนาจกันในการดำเนินกิจการคณะสงฆ์ ให้รวมอำนาจเป็นจุดเดียวกันเพื่อให้เป็นเอกภาพในการปกครอง พระราชบัญญัติดังกล่าวมีหลักการดังนี้

          ในส่วนกลาง มีสมเด็จสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกและทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และมีมหาเถรสมาคมเป็นสถาบันหรือองค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุด โดยอธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม กรมการศาสนาทำหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ทั้งอำนาจการตราบทบัญญัติ (การนิติบัญญัติ) การปกครอง (การบริหาร) และการวินิจฉัยอธิกรณ์ (การนิคหกรรม) รวมอยู่ในมหาเถรสมาคมและเขตปกครองแยกเป็น หน และ คณะ มีเจ้าคณะใหญ่เป็นผู้ปกครอง

          ในส่วนภูมิภาค มีภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล โดยมีเจ้าคณะชั้นนั้นๆ เป็นผู้ปกครอง มีรองเจ้าคณะเป็นผู้ช่วย กำหนดวัดเป็น ๒ คือ วันที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ๑ สำนักสงฆ์ ๑ และกำหนดหลักการและวิธีการอื่น ๆ อีก

          พระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ใช้บังคับตามลำดับจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นเวลา ๓๐ ปี เพราะได้ใช้มานาน สถานการณ์ต่างๆ แปรเปลี่ยนไป และเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและรัดกุมยิ่งขึ้น จึงได้ตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และในปัจจุบันนี้ใช้พระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้เป็นหลักจัดระบบการปกครองคณะสงฆ์ รวมแต่เริ่มใช้เป็นหลักจัดระบบการปกครองคณะสงฆ์ถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๒) เป็นเวลา ๓๗ ปี การคณะดำเนินมาด้วยดี มิได้มีความวุ่นวายหรือขัดแย้งทางการคณะส่วนกลางแต่อย่างใด

          จากรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น คงจะทำให้เข้าใจถึงหลักวัตถุประสงค์ในการบริหารองค์กรทั้งสองเป็นอย่างดี ทั้งนี้จุดมุ่งหมายของหลักในการบริหารของทั้งสองนี้คือ มุ่งหวังเพื่อที่จะให้กิจการดำเนินลุล่วงไปได้ด้วยดี ทั้งนี้เพื่อประโยชน์อันสูงสุดของสมาชิกในองค์กรนั้นๆ ดังเช่นองค์การการบริหารภาครัฐ มุ่งหวังที่จะทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ของประชาชนในแผ่นดิน โดยมีรัฐบาลเป็นคณะผู้บริหาร และ คณะสงฆ์ไทย ก็มุ่งหวังที่จะทำหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์และสามเณร โดยมีมหาเถรสมาคม เป็นศูนย์บัญชาการคณะสงฆ์ส่วนกลางของคณะสงฆ์ไทย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่คณะสงฆ์

อ้างอิง

- พระธรรมปริยัติโสภณ (วรวิทย์). เอกสารประกอบคำบรรยาย การคณะสงฆ์และการพระศาสนา.ประชุมพระสังฆาธิการตามมติมหาเถรสมาคมที่ ๑๔๓/๒๕๔๖

- วิทยากร เชียงกูล. ปฏิวัติประชาธิปไตยเพื่อแก้ไขวิกฤตของชาติ. กรุงเทพฯ : สายธาร, 2551.

- สุพจน์ ทรายแก้ว. การจัดการภาครัฐแนวใหม่. พระนครศรีอยุธยา : เทียนวัฒนา, 2545.

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: